การวางแผนภาษีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนทุกวัย หนึ่งในวิธีการลดหย่อนภาษีที่ได้รับความนิยมคือ การนำเบี้ยประกันชีวิตมาใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีด้วยเบี้ยประกันชีวิต
ประเภทของประกันชีวิตที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
1. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)
- คุ้มครองชีวิตผู้เอาประกันภัย ตลอดชีพ
- จ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ เต็มจำนวน กรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต
- เบี้ยประกัน คงที่ ตลอดระยะเวลาคุ้มครอง
- เหมาะสำหรับผู้ต้องการสร้างมรดกให้แก่ลูกหลาน
2. ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance)
- คุ้มครองชีวิตผู้เอาประกันภัย เฉพาะช่วงระยะเวลา ที่กำหนด
- จ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ เต็มจำนวน กรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต ภายใน ระยะเวลาคุ้มครอง
- เบี้ยประกัน ถูกกว่า ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ
- เหมาะสำหรับผู้ต้องการความคุ้มครองในช่วงที่มีภาระผูกพัน เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์
3. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)
- คุ้มครองชีวิตผู้เอาประกันภัย ตลอด ระยะเวลาคุ้มครอง
- จ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ เต็มจำนวน กรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต ภายใน ระยะเวลาคุ้มครอง
- คืนเงิน ให้แก่ผู้เอาประกันภัย กรณีมีชีวิตอยู่ครบกำหนด
- เบี้ยประกัน สูงกว่า ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา
- เหมาะสำหรับผู้ต้องการทั้งความคุ้มครองชีวิตและการออมเงิน
4.ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity Insurance)
- เน้นการจ่ายเงินบำนาญ
5.ประกันชีวิตควบการลงทุน (Universal Life and Unit–linked Insurance)
- เน้นการลงทุน
วงเงินสูงสุด
- เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป: 100,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ: 200,000 บาท
- เบี้ยประกันสุขภาพ: 25,000 บาท (รวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปไม่เกิน 100,000 บาท)
เงื่อนไข
- กรมธรรม์ต้องมีผลคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
- เงินคืนระหว่างสัญญาไม่เกิน 20% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
- ต้องจ่ายเบี้ยประกันอย่างสม่ำเสมอ
- แจ้งสิทธิ์ลดหย่อนภาษีกับบริษัทประกัน
- เก็บใบเสร็จรับเงินและใบรับรองการชำระเบี้ยประกัน
ข้อควรระวัง
- ประกันชีวิตบางประเภทไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ เช่น ประกัน Unit-linked, ประกันควบการลงทุน
- ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เปรียบเทียบเบี้ยประกันจากบริษัทประกันต่างๆ และปรึกษาตัวแทนประกันก่อนตัดสินใจซื้อ